ฉันเดินออกจากบ้านหลังใหม่
เป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็ก สีฟ้าอ่อน เห็นวิวภูเขาอยู่ในสายตา
อากาศเย็นปลอดโปร่งโล่งสบาย แดดอ่อนรำไร น่าอยู่เป็นที่สุด
แต่ฉันก็รีบเดินออกมาด้วยความรู้สึกอึดอัดที่กรุ่นอยู่ในใจ
กรุ่นอยู่บางเบาคล้ายควันบุหรี่ที่อัดแน่นอยู่ในห้องเล็กๆและหาทางออกไม่ได้
มันเป็นเวลาเย็นแล้ว
และภายในห้องครัวน่าจะมีกลิ่นหอมของไก่ทอดและแกงจืดผักกาดขาวใส่เห็ดฟางกำจายไปทั่วบ้าน
หม่าม้าน่าจะเรียกฉันที่ยังนอนแอ้งแม้งอยู่ในห้องนั่งเล่นให้รีบไปกินข้าว
"รีบมากิน เดี๋ยวไก่ทอดจะหายกรอบเสียก่อน"
ฉันน่าจะตักน้ำซุปคำแรกเข้าปากและร้องออกมาว่าอร่อยจังเลยค่ะ
บ้านหลังใหม่สวยน่ารักเป็นที่สุด
มีห้องครัวกว้างขวางอย่างที่หม่าม้าชอบ
ห้องน้ำก็กว้างจนเข้าไปเต้นได้
มีนอกชานให้เรานั่งปิ้งหมูกระทะกินได้อย่างสบายๆ
พื้นที่ของบ้านยังเหลือพอให้เราสร้างบ้านเพิ่มได้อีกหลัง
โรงรถอีกหลัง และสระว่ายน้ำอีก 1 สระ
จะปูสนามหญ้าสวยๆก็ยังได้
เลี้ยงหมาสักตัวก็ได้
ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีหม่าม้าอยู่
...
หม่าม้าน่าจะได้นอนในห้องนอนทางทิศเหนือ
แสงแดดส่องสว่างเข้ามาในห้อง เตียงนอนใหญ่นุ่มนิ่มน่านอน
แต่บนนั้นไม่มีร่างของหม่าม้า
ไม่มีเลย
มีเพียงแต่กรอบรูปของหม่าม้าตั้งอยู่
หนูได้แต่วางแก้วกาแฟไว้ด้านหน้ากรอบรูปนั้น
หม่าม้าส่งยิ้มให้หนูอย่างอ่อนหวานผ่านกรอบกระจกสีทอง
"หม่าม้ากินกาแฟนะคะ ป๊าเพิ่งชงให้ตะกี้เอง"
...
หนูได้แต่กอดกรอบรูปของหม่าม้าไว้แล้วเดินกลับบ้าน
เสียงของป้าแดงย้ำหนูว่าถ้าได้ยินเสียงใครเรียก ก็ห้ามหันกลับไปมองเด็ดขาด
แต่หนูไม่ได้ยินเสียงใครเลย
ไม่มีใครเรียกหนู
หนูอยากให้หม่าม้าเรียกหนู
อยากหันกลับไปมองและเห็นหม่าม้ายืนอยู่
อยากวิ่งเข้าไปกอดและ "ชื่นใจๆ"
แต่ทั้งหมดที่หนูทำได้คือปาดน้ำตาและพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
และวางกรอบรูปของหม่าม้าลงบนเตียงอย่างทะนถนอมที่สุด
เราเคยนอนด้วยกันทุกคืน
หนูอยู่กับหม่าม้ามาตลอด 24 ปี
หนูเพิ่งรู้ว่า หม่าม้าเลี้ยงหนูมาดีจริงๆ
อะไรที่หม่าม้าพยายามซื้อหาได้ หม่าม้าหามาให้หนูทุกอย่าง
หม่าม้าไม่เคยปล่อยให้หนูน้อยหน้าใคร
หนูไม่เคยต้องอยู่อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
หม่าม้าอยากส่งให้หนูเรียนสูงๆ พร่ำบอกหนูซ้ำๆว่าสักวันหนูจะเป็นเจ้าคนนายคน
วันนี้หนูจบปริญญาตรีแล้วนะคะ
มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้
หม่าม้าได้รูปรับปริญญาที่หนูส่งไปให้แล้วใช่ไหม
ทีนี้หม่าม้าก็ติดไว้บนฝาบ้านแล้วอวดใครๆที่อยู่บนนั้นได้เลยนะ
ว่าหม่าม้าภูมิใจในตัวหนูมากแค่ไหน
อย่างที่หม่าม้าชอบบอกกับใครๆตอนที่หม่าม้ายังอยู่
หนูเคยสัญญากับหม่าม้าว่าสักวันหนูจะพาหม่าม้าไปเที่ยวอเมริกา
หลังจากที่ป๊าไปเที่ยวอเมริกา+แคนาดา 10 วันแล้วถ่ายรูปกลับมาให้เราดู
หนูบอกกับหม่าม้าที่นอนอยู่บนเตียงในชุดคนไข้สีขาวที่ดูน่าเกลียดที่สุด
หนูบอกกับว่า ถ้าหม่าม้าหายเมื่อไหร่ หนูจะพาหม่าม้าไปเที่ยวอเมริกา อย่างที่หนูเคยสัญญาไว้ไงคะ
หม่าม้ายิ้มอย่างยินดี พยักหน้าเชื่องช้าและพยายามแกะกระดุมเสื้อ
หนูหัวเราะและบอกว่าไว้ให้หายก่อนนะคะ ตอนนี้ยังไปไม่ได้
6 โมงเย็นก่อนหนูจะกลับ หนูบอกหม่าม้าว่า Goodnight
หนูบอกแบบนี้ก่อนนอนทุกคืน และแม่จะตอบกลับมาว่า Goodnight จ้ะ
แต่หนูไม่รู้เลยว่าคืนต่อมาหนูจะต้องพูดประโยคนี้คนเดียวต่อหน้าโลงศพหม่าม้า
...หม่าม้าจากหนูไปในเช้าวันรุ่งขึ้น...
หนูไม่รู้ความหมายตอนที่พยาบาลโทรมาบอกว่าคุณแม่อาการทรุด
หนูคิดว่าคงไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูจะรีบบอกป๊าและรีบไปหาหม่าม้า
เดี๋ยวหม่าม้าก็ดีขึ้นเหมือนเคย
หนูไม่รู้ความหมายของคำ "วัดชีพจรไม่ได้" และ "จับชีพจรไม่ได้"
จนพยาบาลกรอกเสียงมาตามสายว่า คุณแม่เสียชีวิตแล้วนะคะ
...
หม่าม้ารู้มั้ยคะ
ว่าการที่หนูต้องยืนมองร่างหม่าม้าที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงมันเป็นเรื่องที่หนูคาดไม่ถึงแค่ไหน
ว่ามันทำใจลำบากมากตอนที่ต้องเปิดคลุมหน้าศพของแม่ตัวเอง
ว่าหนูไม่เคยเสียใจมากที่สุดในชีวิตขนาดนี้ตอนที่เห็นว่าหม่าม้าจะไม่มีวันลุกขึ้นมากอดหนูอีกแล้ว
ไม่ว่าหนูจะพูดพร่ำอะไร หม่าม้าก็จะไม่ได้ยินเสียงของหนูอีกต่อไป
...
บ้านใหม่เราน่าอยู่มากเลยค่ะ
มันมีครบหมดแล้วทุกอย่าง
ขาดก็แต่หม่าม้าเท่านั้น
หนูคิดถึงหม่าม้ามากเลยค่ะ
หม่าม้าได้ยินเสียงหนูไหมคะ?

edit @ 29 Jun 2008 19:22:32 by คนกวาดใบไม้หลังเอ 4