คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง กู่ก้องก่อนเร้นหาย
posted on 12 Mar 2007 20:08 by gethighเมื่อวานไปเป็นเพื่อนแป๋มถ่ายบิกีนีที่คอนโดของตากล้องนู้ดชื่อดัง "วิสามัญเมือง สิทธิเขต" หรือที่เราเรียกกันว่า พี่น้อย
ขอย้ำอีกครั้งว่าเพื่อนฉันไปถ่ายบิกีนี ไม่ได้ไปถ่ายนู้ด
... ... ...
คอนโดของพี่น้อยอยู่ที่ย่านพหลโยธิน บนชั้นที่ 22 ...ไม่สูงมากนักแต่ก็สูงพอให้ฉันสามารถเอื้อมมือไปถึงฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เอื้อมมือไปถึงฟ้า ...แต่ก็ไม่เคยถึงสักที
เอาเถอะ ...แค่ได้เอื้อมก็สุขยิ่งแล้ว
... ... ...
กรุงเทพยามกลางวันไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน ...สุดลูกหูลูกตาเพียงใดก็เห็นเพียงตึกสูงที่ตระหง่านเพื่อโอ้อวดอำนาจของเทคโนโลยี
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
คอนโดของพี่น้อยอยู่ที่ย่านพหลโยธิน บนชั้นที่ 22 ...ไม่สูงมากนักแต่ก็สูงพอให้ฉันสามารถเอื้อมมือไปถึงฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เอื้อมมือไปถึงฟ้า ...แต่ก็ไม่เคยถึงสักที
เอาเถอะ ...แค่ได้เอื้อมก็สุขยิ่งแล้ว
... ... ...
กรุงเทพยามกลางวันไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน ...สุดลูกหูลูกตาเพียงใดก็เห็นเพียงตึกสูงที่ตระหง่านเพื่อโอ้อวดอำนาจของเทคโนโลยี
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
คอนโดของพี่น้อยอยู่ที่ย่านพหลโยธิน บนชั้นที่ 22 ...ไม่สูงมากนักแต่ก็สูงพอให้ฉันสามารถเอื้อมมือไปถึงฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เอื้อมมือไปถึงฟ้า ...แต่ก็ไม่เคยถึงสักที
เอาเถอะ ...แค่ได้เอื้อมก็สุขยิ่งแล้ว
... ... ...
กรุงเทพยามกลางวันไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน ...สุดลูกหูลูกตาเพียงใดก็เห็นเพียงตึกสูงที่ตระหง่านเพื่อโอ้อวดอำนาจของเทคโนโลยี
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
กรุงเทพยามกลางวันไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน ...สุดลูกหูลูกตาเพียงใดก็เห็นเพียงตึกสูงที่ตระหง่านเพื่อโอ้อวดอำนาจของเทคโนโลยี
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
กรุงเทพยามกลางวันไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน ...สุดลูกหูลูกตาเพียงใดก็เห็นเพียงตึกสูงที่ตระหง่านเพื่อโอ้อวดอำนาจของเทคโนโลยี
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
อากาศร้อนอย่างน่ารังเกียจ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งตัว
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
ฉันเห็นเพื่อนใส่บิกีนีแล้วสวย ...แต่ที่ยิ่งกว่าความสวยคือความเบาสบายของอาภรณ์น้อยชิ้น ...เรียกร้องให้ฉันอยากคว้าบิกีนีของตัวเองที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยมาใส่เต็มแก่
เฮ้อ ...เมื่อไหร่จะผอมนะ จะได้ใส่ทูพีซไปดัดจริตแถวริมทะเลดูบ้าง คงจะเก๋ไม่หยอก
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
พุดเดิ้ลขาวขนนุ่มของพี่น้อยที่มีชื่อซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนหนึ่งของเจ้าของ "ลำยอง" นอนสบายอยู่บนโต๊ะ ฉันเดินผ่านเจ้าหล่อนคราใดก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวจ้องหน้าจ้องตาใสบ้องแบ้วคู่นั้น
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
แป๋มโพสท่าไปเรื่อยๆ ฉันหันไปมองเพื่อนเป็นพักๆ อดภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ไม่ได้ ...หล่อนชัดเจนในตัวเองอย่างที่หาได้ยากนัก เป็นความชัดเจนที่แน่วแน่หาได้หยิ่งผยองไม่ ...บางคนอาจชัดเพื่อประกาศอัตลักษณ์บางอย่างของตน แต่แป๋มไม่ ...หล่อนชัดในสิ่งที่หล่อนเป็น เข้มแข็ง อ่อนโยน ซื่อตรง และจริงใจอย่างที่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกดีที่มีหล่อนเป็นเพื่อนสนิท ...ทั้งยังเก่ง กล้าหาญ รสนิยมดี และฉลาด
ถ้าฉันเป็นผู้ชายและไม่ใช่เพื่อนหล่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านคงต้องตกหลุมรักหล่อนอย่างหัวปักหัวปำ ...อย่างที่ใครหลายคนก็เป็นอยู่
แป๋มเป็นคนสวย
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
กลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งชื่นชมเพื่อนตัวเองไปเสียนี่! ...แต่ไม่แปลกเลย ...เพื่อนๆอีกทั้ง 16 คนที่เหลือที่เรียนเอกละครด้วยกันมาตลอด 4 ปีล้วนทำให้ฉันทึ่ง ...บางครั้งที่ใครสักคนได้เอ่ยประโยคหนึ่งประโยคใดออกมา หรือบางคราที่ใครสักคนได้ลงมือทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดขึ้น ...สิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่กลายเป็นวาทกรรมแห่งปี หรือเรื่องที่น่าจดจำ (ในเฉพาะพวกเรา?) ...ฉันเป็นต้องเห็นค่าและความหมายในสิ่งเหล่านั้นเสียทุกทีไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงชื่นชมเพื่อนของตัวเองนัก
ฉันจำได้ว่า ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่า สักวันหนึ่ง พวกแกทั้งหมดต้องเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของโลกใบนี้แน่ๆ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคงเชื่อเช่นนั้น
เราล้วนต่างเดินอยู่บนเส้นทาง ...เวลากำลังเดินไปข้างหน้า ...เรากำลังเดินไปข้างหน้า
ฉันจะไม่ตายไปโดยไม่สร้างอะไรไว้ให้โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด ฉันตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะไม่มีวันเลิกล้มมัน
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
อัศดงแล้วเมื่อฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำหน้าระเบียง
สีน้ำเงินทอดลงกระจายไปทั่วผืนฟ้า เจือด้วยแสงแห่งยามเย็นสีชมพูแสด ดูสวยจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
ทอดสายตาไปไม่ไกลนักเห็นการจราจรบนท้องถนน ...จากมุมสูงก็สวยดีเหมือนกันนะ ...รถบนสะพาน ข้างหนึ่งขึ้นส่องไฟท้ายสีแดงจัดจ้านเป็นแนว อีกข้างหนึ่งลงทอแสงจากไฟหน้าสีทองอร่าม ...ลำพังเลนส์จากกล้องมือถือทำให้ฉันไม่อาจเก็บแสงสีสวยๆนี้มาได้ ...แต่ไม่เป็นไร ฉันประทับมันไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มองไปเพลินๆก็นึกสงสารเจ้าของรถเหล่านั้น ป่านนี้คงหิวไส้กิ่วกันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมราคาแพง
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่พาตัวเองไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นก็คงต้องทนเบียดอัดยัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับคนอีกเป็นร้อยพันอยู่ดี ...ลำพังค่าน้ำมันรถจะไม่มีจ่ายกันอยู่แล้ว ยังต้องคิดถึงปากท้อง คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว...
เฮ้อออ ...เงินคือพระเจ้า ...ฉันเคยเถียงคอเป็นเอ็น วันนี้ฉันชักจะเถียงไม่ออกเสียแล้ว
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
พี่น้อยชักชวนให้ฉันกับแป๋มไปทอดอารมณ์กันที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งในจตุจักร
เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มแล้วเมื่อเราไปถึงที่นั่น ...ย่านร้านค้าขายภาพวาดจากจิตรกรโนเนม ผู้ซึ่งต่างร่างความฝันออกมาให้เป็นความจริงบนผืนผ้าใบ กระจัดกระจายหัวใจไปในกระดาษ ...ไม่มีใครอีกแล้วในจตุจักรนอกจากพวกเขา ...และเรา
กลุ่มคนประมาณ 10 คนตั้งกีต้าร์ กลองชุด เครื่องเคาะหลากประเภท เครื่องเขย่า และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นและเล่นเปิดหมวกกันอยู่ตรงนั้น ...แต่มันดูเหมือนเป็นการเล่นเพื่อกู่ก้องให้โลกรู้ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในมุมเล็กๆแห่งนี้มากกว่า ในความคิดของฉัน
ฉันกับแป๋มนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ได้รู้จักและทักทายกับพี่ๆลุงๆผู้เป็นนักดนตรี ...ผู้เป็นศิลปินที่แสนจะถ่อมตนและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณอย่างเหลือแสน ...โยกหัว ยักเท้าไปมาก็มีใครบางคนส่งกลองใบเล็กๆ 2 ใบมาให้ฉันร่วมบรรเลงไปด้วย ในมือแป๋มมีน้ำเต้าใบใหญ่ไว้ให้เขย่าส่งเสียงสำราญไปร่วมกัน
ใบไม้กลิ่นหอมแปลกถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ เราสองคนรับมาแลกกันสูดเข้าไปคนละสองสามอึดใจ
แสงสีสันคลุกเคล้ากับบรรยากาศให้ความรื่นรมย์สำราญกันจนไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของสังคม ...มุมมืดที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเราแม้สักนิด
ขอสูดวินาทีอันเป็นสุขนี้ก่อนเถิด ...พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ...เวทย์มนต์สลายก่อนฟ้าสาง
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
... ... ...
คืนค่ำเพื่อร่ำร้อง
กู่ก้องก่อนเร้นหาย
วาบเดียว ...ก่อนมลาย
ครั้งสุดท้าย ...ก่อนวายปราณ
... ... ...
เป็นค่ำคืนที่วิเศษสุด ...อย่างที่พี่น้อยบอกจริงๆด้วย
... ... ...
ขอบคุณพี่น้อย
... สำหรับการพูดคุย การยอมรับในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมโดยไม่มีอายุ หน้าที่การงาน และฐานะทางสังคม มาปิดกั้นมิตรภาพและความคิด
... สำหรับภาพนู้ดสวยๆ ที่แขวนไว้รอบห้อง ...งานพี่สวยจริงๆค่ะ หนูยอมรับในความเก๋าของพี่เลย ดูแล้วได้ไอเดียดีๆอีกเยอะเลย
... สำหรับค่ำคืนงามๆในมุมมืดเล็กๆของจตุจักร ถ้ามีโอกาส หวังว่าจะได้ไปร่วมดื่มด่ำความรื่มรมย์ด้วยกันอีกครั้ง
edit @ 2007/03/14 16:53:16
ผมชอบมุมมองสวยงามและสบายๆแบบนี้จัง ดีใจด้วยที่มีความสุขมากๆนะครับ
อิ่มตากับภาพถ่าย ดื่มด่ำกับเสียงดนตรี โอ้ววว......ช่างน่ามีความสุข


ดูถนนสายยาวมันกลับขัดตาขัดใจ
กับท้องฟ้ากว้าง ๆ นั่นสำหรับคุณนะ
ใครบางคนสำหรับคนอื่น ๆ
ดูเหมือนจะเป็นใครสักคนของเราได้ง่ายๆ
- - ฉันก็เพิ่งไปสนานกับสวนจตุจักรสุดรักนี่มาเหมือนกัน
แต่ยังไม่เคยไปตอนเย็นย่ำค่ำกลางคืนเสียที
แล้วสำหรับพรุ่งนี้เช้าที่ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพ
ดูเหมือนสุริยะจะเป็นผู้เสกเวทมนตร์ให้เป็นเช่นนั้น...
ไม่รู้ว่าล้าจากงานมาบ้างหรือเปล่า ?
พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ
#1 By เอ่ยคำให้มาก on 2007-03-12 21:14