พ่อกับลูกสาว ในวันที่แม่ไม่อยู่
posted on 04 Jun 2009 08:58 by gethighเมื่อวานฉันไปกินข้าวเย็นกับป๊าหลังจากที่เราไม่ได้เจอหน้ากันมา 2 เดือน
ป๊าฉันเป็นคนค้าขาย ติดต่อลูกค้าสารพัดสารเพอยู่แถบอีสาน เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ฉันจะได้เจอหน้าป๊าเดือนละประมาณ 7 วัน ...ตอนนี้โตแล้ว แย่กว่าเดิม เราเจอกันเดือนละ 4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ตอนที่แม่ยังอยู่ ฉันก็อยู่กับแม่ ความที่เป็นลูกสาวคนเดียว แม่จึงรักนักหนาและค่อนข้างตามใจ อะไรที่ฉันอยากได้และไม่เกินกำลังทรัพย์มากไปนัก แม่จะหามาให้ฉันทุกอย่าง ฉันเป็น 'เด็กสปอยล์' นั่นแหละ ถ้าพูดกันตรงๆ
ป๊ามักจะเรียกฉันเวลาฉันดื้อให้แม่ได้ยินว่า "ลูกเธอๆ"
ตอนนี้แม่ไม่อยู่แล้ว บ้านที่เชียงใหม่ถูกล็อคไว้และไม่มีใครไปอยู่ ป๊าจะกลับไปทำความสะอาดและอยู่บ้านเดือนละ 2-3 วันแล้วจึงตีรถกลับไปทำงานทางอีสานต่อ
บางวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้คุยกับป๊ามานานพอดูแล้ว ฉันจะโทรไปหา และบ่อยครั้งที่มันโอนเข้าระบบฝากข้อความ นั่นแปลว่าตอนนั้นป๊าทำงานอยู่ฝั่งลาว ...ประเทศลาวเลยล่ะ
เมื่อวานป๊าโทรมาราวๆ 3 โมงเย็น บอกว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพแล้วนะ
"กินข้าวเย็นด้วยกันนะคะ"
... ... ...
ฉันชวนป๊าไปกินโกเบสุกี้ ที่ The Mall ท่าพระ (แน่นอน ป๊าจ่าย
)
ระหว่างเดินเข้าห้าง ป๊าพูดขึ้นมาว่า ...เวลาผ่านไปแป๊บๆ หม่าม้าไม่อยู่ 1 ปีแล้ว...
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันนึกมาตั้งแต่ย่างเข้าเดือนมิถุนายน
.
.
.
เรานั่งกินสุกี้กันเงียบๆ แม้ในร้านจะเปิดเกมโชว์ของเกาหลี (ที่ฟังไม่รู้เรื่อง) และ MV เพลง Nobody (โกเบทุกสาขาเปิดเหมือนกันหมดเลยใช่ไหม? ตอนไปกินที่ MBK ก็แบบนี้) แต่ระหว่างเรา - สองพ่อลูก - ก็ยังเงียบอยู่ดี
เรื่องที่เราคุยมีแต่เรื่องเดิมๆ
...งานเป็นยังไงบ้าง
...เศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนลาว
...จะกลับเชียงใหม่วันไหน
ฉันพยายามชวนป๊าคุยเรื่องอื่นๆ พยายามบอกเล่าเรื่องราวละครเวทีที่ตัวเองไปทำมา แต่รู้ดีว่าจะพบกับความเงียบ ป๊าไม่เคยเห็นด้วยตั้งแต่ตอนที่ฉันเลือกละครเวทีเป็นวิชาเอกตอนเรียนมหา'ลัยแล้ว (ที่ได้เรียนเพราะแม่เป็น back up)
เรานั่งกินสุกี้กันไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งที่ฉันรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอ ฉันแทบไม่ได้คุยอะไรกับป๊าเท่าไหร่เลย
มันอาจเป็นช่องว่างระหว่างพ่อคนจีนกับลูกสาวที่เป็นคนกรุงเต็มตัว แต่ไหนแต่ไรมา ฉันก็โตมากับแม่อยู่แล้ว จริงอยู่ที่ครอบครัวเราก็มักจะออกไปเที่ยวกัน กินข้าวนอกบ้านด้วยกันเมื่ออยู่กันพร้อมหน้า แต่ความจริงก็คือ ฉันไม่ได้สนิทกับพ่อเท่าที่ฉันสนิทกับแม่ เราไม่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องอย่างที่ฉันคุยกับแม่
ตั้งแต่แม่ไม่อยู่ ฉันรู้ดีว่าป๊าเหงาแค่ไหน
เหงา แต่ก็ยังเลือกที่จะอยู่คนเดียว
ฉันเคยบอกป๊าตั้งแต่ตอนที่แม่เพิ่งเสียใหม่ๆว่า หาผู้หญิงดีๆสักคนแล้วแต่งงานใหม่ก็ได้นะ หนูไม่ว่า ...ฉันโตแล้ว ไม่ใช่เด็กมีปัญหาที่จ้องจะขัดขวางความสุขของพ่อตัวเอง ฉันอยากให้ป๊ามีใครสักคนมาดูแล ...โดยเฉพาะเมื่อเราสองคนใช้ชีวิตคนละที่ยิ่งกว่าตอนที่แม่ยังอยู่เสียอีก ฉันอยู่ของฉัน ป๊าอยู่ของป๊า ...คนละทิศ คนละทาง ห่างกันเป็นพันกิโลเมตร...
ระหว่างเดินไปลานจอดรถ ฉันพูดขึ้นมา ...เร็วจัง หนูอายุ 25 แล้ว...
ใช่ เวลามันเร็วมาก ...ป๊าบอก
ฉันเงียบไป แล้วลองถามคำถามที่คาดเดาคำตอบไว้อยู่แล้ว
"หนูหาเรื่องไปอยู่เมืองนอกสักปีนึงดีมั้ยคะ"
...ก็เอาสิ หนูโตแล้ว อยากทำอะไรก็ให้รีบทำ หนูยังไม่มีภาระ ไปอยู่เมืองนอกหาประสบการณ์ก็ดีเหมือนกัน...
ฉันเหวอ นี่มันผิดคาด! ฉันคิดไว้ว่าป๊าต้องไม่ให้ไปแน่นอน แค่ไปอยู่หอที่นครปฐม 4 ปีนี่ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
...เวลามันเร็ว... ป๊าย้ำอีกครั้ง
ฉันสงสัย เวลามันเร็ว เค้าบอกกับฉัน หรือรำพึงกับตัวเองกันนะ
.
.
.
ป๊าส่งฉันลงที่หน้าหอแถววงเวียนใหญ่
ฉันจะได้เจอป๊าอีกทีก็เดือนหน้า ... แค่ 4-5 ชั่วโมงเหมือนเคย
ก่อนลงจากรถ ฉันหันไปหอมแก้มป๊าฟอดใหญ่ๆทีนึง จำได้ว่าตอนเด็กๆยังทำอยู่บ่อยๆ แต่พอโตมากลับเริ่มห่างกับป๊ามากขึ้น ก็เลยไม่ได้หอมเหมือนเคย ...ทั้งที่จริงๆแล้ว ฉันควรจะได้กอดเค้าบ่อยๆด้วยซ้ำ
ดูแลตัวเองดีๆนะ ...ป๊าบอกโดยไม่มองหน้าฉัน
แล้วหนูจะโทรไปหานะคะ ...ฉันบอกเค้าก่อนที่จะปิดประตูรถ ป๊าพยักหน้าให้ทีนึง
รถปิคอัพสีเขียวหม่นค่อยๆออกตัวไป
และกว่าฉันจะเห็นรถคันนี้อีกที
ก็เดือนหน้า...หรืออาจจะนานกว่านั้น
.
)

จิตใจที่ดีงาม ที่เป็นความรักเมตตาเอ็นดูคงจะภายใน แต่อาจจะแสดงออกซึ่งถูกตัวปลอมๆเคลือบไว้.
สิ่งเหล่านี้มันทำใหคนหลายคนเข้าใจผิดกันมาแล้ว
2..ผมกับพ่ออยู่บ้านเดียวกัน คุยก็แค่ สวัสดีครับ ไปเรียน ขอเงินครับ ไปทำงานแล้ว พ่อทานข้าวหรือยัง นอนหลับแล้วครับ ขนาดพ่อซื้อเสื้อใหม่ในวันเกิดให้ยังโยนให้ผมเลยครับ ตั้งแต่เล็กการกอดนี่นับครั้งได้ ขนาดจะทำไรขอคำปรึกษา ก็ไม่เคยมีคำตอบกลับ ผมก็คิดว่าจะกลับบ้านทำไม ก็ที่บ้าน(เหมือน)ไม่มีใคร.---แล้วก็เกเร
3.ตอนที่ผมถูกรถชน พ่อผมเป็นคนแรกที่มา มาด้วยความกระหืดกระหอบ ผมเผ้ารุงรัง ไม่กินไม่นอนและเป็นคนที่เฝ้าผมทุกๆวัน จนเพื่อนๆบอกว่า พ่อเหมือนไม่รักมึงแต่รักมึงสุดๆ 555
4.กตัญญูเป็นยอดแห่งคุณธรรมทั้งปวง
ป.ล.1.ขอแสดงความเสียใจเรื่องคุณแม่ครับ
ป.ล.2 บุคลิกภาพของผู้ใหญ่บางทีเราเปลี่ยนเขาไม่ได้แล้วครับ เขาจะมีบุคลิกของเขาแบบนั้นไปแล้ว อย่าน้อยใจเลยครับ
ปรับห้วงคิดชีวิตก็เปลี่ยน
ให้กำลังใจเสมอ
#1 By * Jetkaro ShowtimE * on 2009-06-04 10:52